เคล็ดลับ การโกนขนในที่ลับ

4

สาวๆหนุ่นๆหลายๆคนคงรู้สึกรำคาญกับขนที่ขึ้นรกรุงรังในที่ลับบ้างใช่มั้ยค่ะ? และหลายๆคนก็อยากที่จะโกนมันทิ้งสะเหลือเกินแต่ไม่รู้จะโกนยังไง วันนี้เราเลยมีวิธีการโกนขนในที่ลับมาบอกสาวๆหนุ่มๆหลายต่อหลายคนกันค่ะ

- อย่าโกนขนทันทีที่เพิ่งตื่นนอน เพราะผิวของคุณอิ่มและขยายตัวในตอนเช้า ทำให้มองเห็นขนไม่ชัดเจนนัก

- การแช่ผิวในน้ำอุ่นก่อนโกนขน หรือโกนระหว่าง หรือหลังอาบน้ำ จะช่วยให้ผิวของคุณนุ่มนวลขึ้นและโกนได้เกลี้ยงเกลากว่า รวมทั้งคราบน้ำมันเหงื่อไคล มันจะช่วยให้คุณโกนขนได้สนิทแนบผิวมากขึ้น

- ถ้าคุณไม่อยากโกนขนบ่อยๆ ก็ควรขัดผิวก่อนด้วยผ้าขนหนู ขนหยาบ หรือใยบวบเพื่อขจัดเซลล์ผิวชั้นนอกที่ตายแล้ว

- ละเลงครีมนวดผม หรือครีมโกนขนลงบนบริเวณที่ต้องการโกนเพื่อให้ใบมีดเคลื่อนตัวได้ง่ายขึ้น จะได้ไม่สะกิดหรือบาดผิวคุณ ถ้าคุณอยากใช้สบู่ ก็ให้ใช้สบู่ที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์

- การโกนขาต้องโกนขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่โกนลง ให้โกนเป็นแนวยาวอย่างช้าๆ เพราะหากโกนเร็วเกินไป อาจลงเอยด้วยรอยบาด หรือรอยแหว่งได้  และควรระมัดระวังเป็นพิเศษในบริเวณข้อเท้าและหัวเข่า

- หลังโกนขน ให้ทามอยส์เจอไรเซอร์บนเรียวขาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและลดอาการระคายเคือง

- ทิ้งบริเวณที่โกนได้ยากสุดเอาไว้ทีหลัง บริเวณอย่างหัวเข่าต้องใช้เวลาปล่อยให้มันนุ่มขึ้น ถ้าหากโกนเร็วเกินไป ก็เป็นไปได้มากที่จะเกิดแผลและรอยบาด

- ใช้น้ำร้อนล้างครีมโกนขนหรือสบู่ออกจากใบมีดของคุณ  และใช้น้ำเย็นในการล้างเรียวขาหลังโกนขน

- โกนขนอย่างเบามือที่สุด คุณไม่จำเป็นต้องใช้แรงกดอะไรมากมาย ที่รังแต่จะเจาะลงไปในผิวทำให้เกิดรอยบาด

12 Tips ฝึกนิสัยการอ่าน

4

สวัสดีค่ะ วันนี้เรามาดูอีก 6ทริปการอ่านหนังสือที่เหลือกันดีกว่าค่ะว่าจะมีวิธีอะไรบ้าง

7.มีวันแห่งห้องสมุด ทำให้เป็นนิสัยในการเดินทางสำหรับทุกอาทิตย์ ด้วยการไปห้องสมุด นอกจากจะสามารถหยิบหนังสือของเราติดมือไปอ่านได้แบบเงียบๆ สบายๆ แล้ว ในนั้นยังมีหนังสือน่าอ่านตั้งมากมายรอให้เราไปค้นหา แทนที่จะไปเดินช้อปปิ้ง หรือนอนพักผ่อนเฉยๆ อยู่บ้าน ก็ไปห้องสมุด แล้วหาหนังสือถูกใจอ่านกันเถอะ เพราะนอกจากได้อ่านหนังสือในบรรยากาศเงียบๆ สมใจแล้ว ยังได้อ่านฟรีอีกต่างหากคุ้มแสนคุ้ม!

8.อ่านหนังสือที่สนุกๆ และกระตุ้นความสนใจได้ ค้นหาหนังสือที่น่าสนใจจริงๆ สำหรับคุณ แม้ว่าหนังสือพวกนั้นจะไม่ใช่วรรณกรรมระดับมาสเตอร์พีซ แต่ทำให้เราอยากอ่านมันได้ แค่นั้นก็พอแล้วล่ะ หลังจากนั้น เราก็สามารถเปลี่ยนไปอ่านอะไรที่มันยากขึ้นได้ แต่สำหรับตอนนี้ มุ่งไปสู่สิ่งที่ทำให้สนุก และสิ่งที่น่าสนใจดีกว่านะ อย่างนิยายโรแมนติกคอเมดี หรือ ซีรีส์สืบสวนหรรษา ที่เรียกเสียงฮาได้ตั้งแต่ต้นจนจบนั่นไง

9.ทำให้การอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่ให้ความเพลิดเพลิน ทำให้การอ่านหนังสือของเราเป็น ช่วงเวลาที่น่าโปรดปราน อย่างการจิบชาดีๆ หรือจิบกาแฟในช่วงเวลาที่อ่านหนังสือ มีเก้าอี้ที่แสนสบาย หรือจะเลือกช่วงเวลาในการอ่านหนังสือระหว่างช่วงที่พระอาทิตย์ขึ้น หรือพระอาทิตย์ตก หรือไปนอนเอกเขนกที่ชายหาด ก็ย่อมจะช่วยสร้างบรรยากาศให้เราเพลิดเพลินกับการอ่านหนังสือได้เป็นอย่างดีเชียวล่ะ

10.บันทึกเรื่องราวการอ่านหนังสือลงไปใน Blog เป็นอีกหนึ่งในเคล็ดลับที่ดีที่สุดที่จะ สร้างนิสัยในการอ่าน คือการบันทึกเรื่องราวลงใน Blog ของเรา จะเป็น Hi5, Facebook, Multiply หรืออะไรก็แล้วแต่ นอกจากจะสามารถอธิบายความคิดของเราเกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้นๆ ได้แล้ว คนอื่นๆ ยังสามารถให้คำแนะนำเราเกี่ยวกับหนังสือ และแสดงความคิดเห็นในหนังสือบางเล่มที่เรากำลังอ่านได้อีกด้วย

11.วางแผนเป้าหมายสูงสุด บอกตัวเองว่า เราต้องการอ่านหนังสือจำนวน 50 เล่มในปีนี้!! (หรือตัวเลขอื่นๆ ประมาณนั้น) หลังจากนั้น วางแผนที่จะทำเป้าหมายนี้ให้สำเร็จ แต่ต้องแน่ใจว่าเราจะยังคงสนุกกับการอ่านอยู่ ไม่ต้องรีบเร่ง เพราะเป้าหมายจริงๆ ของเราก็คือ การอ่านหนังสือที่เคยซื้อเอาไว้ให้หมดนี่นา…

12.มีชั่วโมงการอ่าน หรือวันแห่งการอ่าน ถ้าปิดทีวี หรืออินเตอร์เน็ตตอนเย็นๆ เราก็สามารถวางแผนเวลา (บางทีแค่หลังทานข้าวเย็น) เมื่อเราและสมาชิกในครอบครัวทั้งหมดอยู่ด้วยกัน ถ้าทำให้พวกเขาเหล่านั้นร่วมกับเราได้ในการอ่านหนังสือได้ ก็จะสนุกสุดๆ ไปเลย

 

12 Tips ฝึกนิสัยการอ่าน

13

น้องๆนักศึกษาหลายๆ คนคงประสบปัญหาว่า มีหนังสือที่ซื้อมามากมาย แต่ยังอ่านไม่หมดซักที เพราะเวลาจะอ่านหนังสือแทบไม่มี บางคนก็ดองไว้นานจนลืมไปแล้วว่า เอ เคยซื้อเล่มนี้มาด้วยเหรอ??? พอยังอ่านเล่มที่มีไม่หมด หนังสือเล่มใหม่ที่น่าสนใจก็ออกมาอีกแล้ว จะทำยังไงดีนะ ? วันนี้เราจึงมี 12 Tips ในการฝึกนิสัยการอ่าน มาบอกน้องๆกันค่ะ

1.วางแผนเรื่องเวลา วางแผนไว้เลยว่าเราจะอ่านหนังสืออย่างน้อยครั้งละ 5-10 นาที ทำให้เป็นนิสัยที่จะอ่านหนังสือระหว่างทานอาหาร ไม่ว่าจะเช้า กลางวัน หรือเย็น (โดยเฉพาะเวลาที่ทานอาหารคนเดียว) รวมทั้งเวลานอน นั่นเท่ากับคุณมีเวลาถึง 4 ครั้งต่อวัน หรือเท่ากับ 40 นาทีต่อวันเลยทีเดียว

2.มีหนังสือไว้กับตัวตลอดเวลา ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหน ก่อนออกจากบ้าน ติดเอาหนังสือไปกับคุณด้วยสิ ไม่ว่าจะไปออฟฟิศ ไปเรียน นัดเจอเพื่อนซี้ ทำธุระที่ธนาคาร ไปหาหมอฟัน ฯลฯ เวลานั่งรอ ก็หยิบหนังสือออกมาอ่านได้เสมอ แถมทำให้ไม่เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์อีกด้วย

3.จัดทำลิสต์รายการหนังสือ เก็บลิสต์รายการหนังสือดีๆ ทั้งหมดที่ต้องการจะอ่านเอาไว้ แล้วบันทึกลงในสมุดบันทึกประจำวันของเรา, ในสมุดโน้ต หรือในโฮมเพจส่วนตัวก็ได้ พออ่านเสร็จ ก็แค่ขีดฆ่าเล่มที่เราอ่านแล้ว เท่านี้ก็สามารถจัดการลำดับในการอ่านหนังสือได้อย่างง่ายดาย

4. เก็บบันทึกเหตุการณ์ เหมือนกับลิสต์รายการอ่านหนังสือ แต่ไม่ใช่การบันทึกแค่ชื่อหนังสือ และผู้แต่งหนังสือที่เราอ่านเท่านั้นนะ แต่รวมถึงวันที่เริ่มอ่าน และวันที่อ่านจบ และถ้าจะให้ดี บันทึกสิ่งที่เราคิดเกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้นๆ ไว้ด้วย เวลาย้อนกลับมาอ่านจะได้จำได้ไงล่ะ

5.ค้นหาสถานที่เงียบๆ ค้นหาสถานที่ในบ้าน ที่เราจะสามารถนั่งเก้าอี้ที่แสนสบาย (ไม่ใช่การนอนลงนะ เว้นว่าเราอยากจะนอนหลับ!!) และเอนตัวลงกับหนังสือดีๆ ได้ โดยปราศจากการรบกวนหรือขัดจังหวะ ซึ่งนั่นควรจะไม่มีโทรทัศน์ หรือคอมพิวเตอร์ตั้งอยู่ใกล้ๆ ที่จะทำให้ไขว้เขวไปได้ และต้องไม่มีเพลง หรือสมาชิกในครอบครัว, เพื่อนร่วมห้องที่ส่งเสียงดัง แต่ถ้าไม่มีสถานที่แบบนี้ ลองค้นหาให้เจอสิ อย่างเช่น ร้านกาแฟเล็กๆ ห้องสมุด หรือสวนสาธารณะที่เงียบๆ ลมเย็นๆ ก็ได้ …แค่นี้ก็ได้อ่านหนังสืออย่างมีความสุขแล้ว

6.ลดการดูทีวี หรือเล่นอินเตอร์เน็ต ถ้าคุณต้องการอ่านหนังสือให้มากกว่านี้จริงๆ ลองตัดการบริโภคทีวีหรืออินเตอร์เน็ตลง มันอาจจะเป็นสิ่งที่ยากสำหรับหลายๆ คน แม้ในตอนนี้ คุณก็สามารถอ่านหนังสือแทนการเล่นอินเตอร์เน็ตนะ! แค่นี้ก็สามารถสรรสร้างช่วงเวลาแห่งการอ่านหนังสือได้แล้ว

สัปดาห์หน้าเรามาดูอีก 6ข้อที่เหลือกันนะค่ะว่าจะมีอะไรบ้าง วันนี้พี่ต้องขอตัวลาไปก่อนนะค่ะ บ๊ายบายยย

วิธีป้องกัน ริมฝีปากแห้งแตก

4

สาวๆที่มีริมฝีปากที่มักแตกเป็นริ้ว ตึง แห้งจนลอกเป็นขุยๆ หากเป็นมากจะรู้สึกเจ็บ บางครั้งก็มีเลือดไหลซึมออกมา จนทิ้งรอยด่างดำไว้บนเรียวปากสวยๆ บางคนใช้ลิปมันหรือลิปบาล์มก็แล้ว ปัญหาเหล่านี้ก็ยังไม่หมดไป แต่ทราบไหมว่าบรรดาลิปสติกที่ใช้ก็อาจ เป็นต้นเหตุทำให้ริมฝีปากแห้งได้เหมือนกัน ลองหันมาใช้วิธีทางธรรมชาติ เพื่อทำให้เรียวปากดูเรียบเนียมชุ่มชื้นกันเถอะค่ะ

วิธีที่แนะนำคือ

1. ให้ใช้ไอน้ำที่เกาะติดอยู่ตามฝากาหรือฝาหม้อ ทาลูบไล้ริมฝีปากบ่อย ๆ ไม่นานรอยแตกจะหาย และริมฝีปากจะดูเรียบเนียนขึ้น เป็นวิธีโบราณที่ไม่จำเป็นต้องลงทุนอะไรเลย น่าลองนำไปใช้อย่างยิ่ง หรือ ลองดื่มน้ำให้มากพอต่อความต้องการในแต่ละวัน คือ 6-8 แก้ว เพราะน้ำจะไปช่วยหล่อเลี้ยงความชุ่มชื้นให้แก่ริมฝีปาก และควรหลีกเลี่ยงแสงแดด เพราะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวเสียความชุ่มชื้น

2. บางครั้งสาเหตุที่ริมฝีปากแห้งแตก อาจมาจากการแพ้ลิปสติกที่ใช้ เพราะฉะนั้นควรเปลี่ยนของเดิมแล้วสังเกตดูว่าหายหรือไม่ รวมทั้งสาเหตุที่คาดไม่ถึงอย่างยาสีฟันด้วย ให้ทดสอบโดยลองเปลี่ยนยาสีฟันที่ใช้อยู่ แล้วเลือกที่ทำมาจากสมุนไพร ฟองน้อยลง รสอ่อน หรือยาสีฟันเด็ก อาจทำให้ปัญหาริมฝีปากแตกหายไปได้

3. สำคัญที่สุดคือ อย่าเลียริมฝีปาก เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้ปากแตก และควรรับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี อย่างเช่น ข้าวกล้อง ผักใบเขียว หรือถั่วเปลือกแข็ง

4. ส่วนสมุนไพรที่แนะนำให้ใช้ทาริมฝีปากระหว่างการรักษาคือ น้ำมันมะกอก น้ำผึ้ง หรือ จิบน้ำตะไคร้หอมก็ได้ เพราะจะช่วยแก้ปัญหาริมฝีปากแห้งแตกได้

เกร็ดสาระความรู้สูขภาพ กล้วยน้ำว้า สมุนไพรรักษาโรคกระเพาะ

39

กล้วยน้ำว้าเป็นผลไม้ที่ใกล้ชิดคนไทยที่สุด เด็กไทยสมัยก่อนโตมากับกล้วยน้ำว้ากันทั้งนั้น นอกจาก ข้าวสุกบดแล้ว ก็มีกล้วยน้ำว้าเป็นเหมือนอาหารเสริมประจำที่ไม่ต้องซื้อหาเพราะทุกครัวเรือนมีกล้วยปลูกไว้สำหรับเป็นผลไม้ เป็นอาหารและสารพัดขนมกินกันได้ตลอดทั้งปี

กล้วยน้ำว้าใช้ทำยาได้ทั้งดิบและสุก กล้วยดิบมีสารฝาดสมานชื่อแทนนิน ซึ่งช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ช่วยป้องกันผนังกระเพาะลำไส้ไม่ให้เชื้อโรคและของรสเผ็ดจัด เช่น พริก เข้าไปทำลายผนังกระเพาะลำไส้ ช่วยแก้ท้องเสีย กล้วยที่เพิ่งเริ่มสุก เปลือกยังสีเขียวอยู่ประปราย เป็นทั้งยาและอาหารที่ดีมากสำหรับคนท้องเสีย เพราะนอกจากจะช่วยแก้ท้องเสียแล้วยังช่วยหล่อลื่นลำไส้ ช่วยเพิ่มกากเวลาถ่าย กล้วยกึ่งดิบกึ่งสุกยังมีธาตุโพแทสเซียมสูงมาก ดังนั้นเวลาใช้กล้วย แก้ท้องเสีย ก็เท่ากับให้ธาตุโพแทสเซียมไปในตัวด้วย ตามธรรมดาคนไข้มักสูญเสียธาตุโพแทสเซียมในเวลาท้องร่วง การกล้วยห่ามจึงเป็นการชดเชยธาตุโพแทสเซียมที่เสียไป เพราะถ้าร่างกายสูญเสียธาตุโพแทสเซียมไปมากๆ ขณะท้องร่วง จะทำให้การเต้นของหัวใจผิดปกติในคนชราอาจทำให้หัวใจวายตายได้ ยิ่งไปกว่านั้นกล้วยที่เริ่มสุกจะมีสารเซโรโทนินอยู่มาก ช่วยออกฤทธิ์ กระตุ้นให้ผนังกระเพาะอาหารสร้างเยื่อเมือกมากขึ้น ช่วยเคลือบแผลในกระเพาะอาหาร แต่ไม่ช่วยลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร

วิธีการกินกล้วยเป็นยาก็ไม่ใช่เรื่องกล้วยๆเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อกินเป็นยาแก้โรคกระเพาะ ควรนำกล้วยดิบมาฝานเป็นแว่นบางๆ แล้วอบให้แห้งที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส ห้ามใช้ความร้อนสูงกว่านี้เด็ดขาด เพราะสารในกล้วยมีฤทธิ์รักษาโรคกระเพาะนั้นจะสูญเสียไปหรือหมดฤทธิ์ไปเลยก็ได้ ถ้าโดนความร้อนสูงมากเกินไป กล้วยดิบที่ผ่านการอบอุณหภูมิต่ำแล้ว ให้นำมาบดเป็นผง กินครั้งละ 1 ช้อนชา จะผสมกับน้ำผึ้งหรือไม่ก็ได้ กิน 3 ครั้งก่อนอาหาร กล้วยดิบๆมีฤทธิ์ทั้งป้องกันและรักษาโรคกระเพาะ ส่วนยาแผนปัจจุบันทุกขนานที่ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหารนั้นมีฤทธิ์เพียงป้องกันแต่ไม่ช่วบรักษา กล้วยจึงเป็นยารักษาโรคกระเพาะที่มีราคาถูกที่สุด และหาง่ายที่สุด

ส่วยกล้วยน้ำว้าสุกนั้นกลับมีสรรพคุณ ตรงกันข้ามกับกล้วยดิบ คือกล้วยสุกกลับเป็นยาระบายแก้ท้องผูก เพราะมีสาร เพ็กติน อยู่มาก ช่วยเพิ่มกากในลำไส้ กล้วยที่สุกงอมมากๆจะมีฤทธิ์ระบายสูง เพราะมีสารเพ็กติน มากขึ้นนั่นเอง ฤทธิ์ระบายของกล้วยน้ำว้าสุกไม่รุนแรงมากต้องกินเป็นประจำวันละ 5-6 ลูก จึงจะเห็นผล อุจจาระที่ออกมาเป็นสีเหลือง ไม่มีกลิ่นเหม็น การกินกล้วยสุกก็ต้องเคี้ยวให้ละเอียด นานๆ เพราะกล้วยเป็นผลไม้ที่มีแป้งอยู่ถึง 20 -25 % ของเนื้อกล้วย จึงสามารถนำมาเป็นอาหารเสริมให้เด็กเล็กได้ ตามปกติ กระเพาะมีเอนไซม์ย่อยแป้งน้อย การเคี้ยวกล้วยให้แหลกละเอียดจะช่วยแป้งได้มากก่อนกลืนลงกระเพาะ หากกินกล้วยโดยเคี้ยวหยาบๆ จะทำให้ท้องอืด จุกแน่น โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ควรเริ่มให้กินกล้วยสุกเมื่อเด็กเริ่มกินข้าวบดได้ อายุราว 3 เดือน โดยขูดเนื้อกล้วยสุก ( ไม่เอาไส้กล้วยเพราะจะทำให้เด็กท้องผูก ) ให้กินคราวละน้อยๆ ไม่ควรเกินครึ่งช้อนชา วันละครั้ง เพราะเด็กยังมีน้ำย่อยแป้งไม่พออาจเกิดอาการท้องอืดได้ เด็กอายุครบขวบกินกล้วยครั้งละ 1 ลูก วันละครั้งก็พอ

นอกจากนี้ เด็กที่มีผิวหนังเป็นตุ่มคันจากยุงกัด มดกัด หรือเป็นผื่นคันเนื่องจากลมพิษ สามารถใช้เปลือกกล้วยน้ำว้าสุกด้านใน ทาถูบริเวณนั้นสักครึ่งนาที รับรองว่าอาการคันจะหายเป็นปลิดทิ้ง

นี่เป็นเคล็ดลับภูมิปัญญาไทยที่ใช้กล้วยน้ำว้าเป็นยาสามัญประจำครัวเรือน กล้วยน้ำว้ามีประโยชน์มากมายมหาศาล นอกจากกล้วยที่เป็นผลไม้ อาหาร และสารพัดขนม ใบตองกล้วยยังใช้ทำกระทงใส่ข้าว ของคาว ของหวานแทนถ้วยชาม กาบกล้วยใช้ทำเชือก ซึ่งไม่เคยก่อปัญหาภาวะต่อสิ่งแวดล้อม คนไทยในยุคน้ำมันแพง น่าจะหันกลับมาสร้างค่านิยมปอกกล้วยเข้าปาก เพื่อสุขภาพพลานามัยที่ดีในราคาประหยัด สุดคุ้มเหมือนในยุคปู่ย่า ตายายของเรา

รู้ไหม 10 วิธีใช้เลมอนความสะอาดบ้าน

50

 เลมอน หรือ มะนาวผลสีเหลือง ไม่ได้เป็นเพียงผักผลไม้ที่เราใช้รับประทานกันอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ในด้านการทำความสะอาดคราบต่าง ๆ ภายในบ้านได้หมดจดไม่แพ้น้ำยาทำความสะอาดชนิดไหนอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีดีตรงที่มาจากธรรมชาติ จึงไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ดังนั้นหากคุณกำลังเบื่อหรือไม่อยากเสี่ยงได้รับอันตรายจากการใช้สารเคมีทำความสะอาดแบบเดิม ๆ และยังไม่รู้ว่าผลเลมอนสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่คิด ก็ลองมาดูประโยชน์ของเลมอนกันดีกว่า ว่าจะเจ๋งสักแค่ไหนในการทำความสะอาดบ้าน

1. น้ำยาขจัดคราบจากเลมอน

ไม่ต้องเสี่ยงใช้สารเคมีทำความสะอาดคราบเปื้อนตามจุดต่าง ๆ ในบ้านกันอีกต่อไป เพราะเราสามารถทำน้ำยาขจัดคราบจากเลมอนได้เองง่าย ๆ เพียงแค่หั่นเปลือกเลมอนใส่ในโถ หรือขวดเปล่าที่เตรียมไว้ แล้วนำน้ำส้มสายชูมาเติมลงไปให้เต็ม ปิดฝา และหมักทิ้งไว้ประมาณ 2 อาทิตย์ เพียงเท่านี้ก็จะได้น้ำยาขจัดคราบเปื้อนชนิดต่าง ๆ ไว้ใช้ในบ้าน ทั้งประหยัดและปลอดภัยต่อร่างกายแล้วจ้า

2. ทำความสะอาดเคาน์เตอร์

ทั้งเคาน์เตอร์ในห้องครัว และเคาน์เตอร์ในห้องน้ำ ที่มีคราบสกปรกและเชื้อโรคอยู่ไม่น้อย ก็สามารถใช้เลมอนทำความสะอาดและขจัดเชื้อโรคได้ ด้วยการฝานเลมอนเป็นสองซีก นำเบกกิ้งโซดามาโรยบนเลมอนเล็กน้อย แล้วนำมาถูให้ทั่วบริเวณ จากนั้นใช้ฟองน้ำชุบน้ำหมาด ๆ มาเช็ดทำความสะอาดอีกรอบ เช็ดตามด้วยผ้าแห้งอีกครั้ง แต่ระวังอย่าใช้วิธีนี้กับพื้นหินอ่อน หรือพื้นสเตนเลสนะคะ เพราะกรดในเลมอนอาจจะทำให้พื้นผิววัสดุประเภทนี้ซีดจางได้

3. ล้างเขียงได้หมดจด

เขียงไม้หรือเขียงพลาสติกที่เราใช้รองเพื่อหั่นเนื้อสัตว์ ผัก หรือผลไม้ ก็อาจจะเกิดคราบจากอาหารเหล่านี้ฝังแน่น รวมทั้งกลิ่นก็อาจจะติดอยู่กับเขียงและล้างไม่ออก ดังนั้นลองมาใช้วิธีของเรากันดีกว่าค่ะ เพียงแค่ฝานเลมอนออกครึ่งลูก บีบน้ำเลมอนลงไปบนเขียง แล้วใช้เปลือกเลมอนขัด ๆ ถู ๆ โดยเน้นตรงบริเวณที่มีคราบหรือกลิ่นติดแน่นสักหน่อย เสร็จแล้วทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จากนั้นนำเขียงไปล้างตามปกติได้เลย เท่านี้ก็หมดปัญหาคราบและกลิ่นติดแน่นบนเขียงแล้วล่ะ

4. คราบชากาแฟหมดเกลี้ยง

คราบชากาแฟในกาต้มที่สะสมจนเป็นหยดและล้างออกยาก ก็สามารถกำจัดออกได้ง่าย ๆ เพียงแค่หั่นเลเมอน แล้วนำไปต้มกับน้ำสะอาดในกาต้มชากาแฟ ต้มจนเดือด แล้วปล่อยทิ้งไว้สัก 1-2 ชั่วโมง จากนั้นนำกาไปล้างทำความสะอาดตามปกติ คราบชากาแฟที่ติดแน่นอยู่ จะหลุดออกมาได้โดยง่าย นำกากลับไปต้มชากาแฟได้อย่างสบายใจ หายห่วงเรื่องคราบที่ติดอยู่ในกาอีกต่อไปแล้วจ้า

5. ขจัดคราบสบู่ในห้องน้ำ

ตามขอบประตูหรือขอบฉากกั้นห้องน้ำ อาจจะมีคราบสบู่ติดฝังแน่นอยู่ ซึ่งคราบเหล่านี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเลมอนจัดการดีกว่า ด้วยการใช้เลมอนฝานร่วมกับเบกกิ้งโซดา ขัดไปตามคราบสบู่ให้หมดจด เสร็จแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง เพื่อกำจัดเศษเลมอนและเบกกิ้งโซดาออกให้หมด ห้องน้ำคุณก็จะสะอาดใสไร้คราบสกปรกจากสบู่อีกต่อไปแล้วค่ะ

10 ประโยชน์ของโซดา ที่ไม่ได้มีดีแค่ซ่าอย่างที่คิด

4

(ต่อ)

6. ขจัดปัญหาท่ออุดตัน

ท่อน้ำที่อุดตันภายในบ้าน คงจะสร้างความเดือดร้อนในชีวิตประจำวันให้คุณได้ไม่น้อย ถ้าเป็นอย่างนั้นให้โซดาช่วยแก้ปัญหานี้ให้คุณดีกว่าค่ะ โดยเทโซดาประมาณ 2 ลิตร ลงในท่อที่อุดตัน ทิ้งไว้สักพัก แล้วค่อย ๆ ราดน้ำตามลงไปอีกสักหน่อย ปัญหาท่ออุดตันก็จะไม่มากวนใจคุณอีกแล้วล่ะ

7. กำจัดหมากฝรั่งที่ติดผม

อุบัติเหตุชวนปวดหัวเช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะกับบ้านที่มีเด็กวัยกำลังซน ดังนั้นหากโชคร้ายมีหมากฝรั่งติดอยู่บนผมขึ้นมา ก็อย่างเพิ่งรีบร้อนตัดผมส่วนนั้นทิ้งไปด้วยอารมณ์โมโห แนะนำให้จุ่มผมที่ติดหมากฝรั่งลงไปแช่ในน้ำโซดาสักพักจะดีกว่า ให้กรดในโซดาจะค่อย ๆ คลายความเหนียวของหมากฝรั่งออกไป พอเริ่มรู้สึกว่าหมากฝรั่งคลายตัวแล้ว ก็ล้างผมด้วยน้ำเปล่าเพื่อทำความสะอาดผมอีกสักหน่อยก็เป็นอันเสร็จสิ้น

8. หมักเนื้อให้นุ่มน่ากิน

ไม่ว่าจะเป็นเนื้อย่าง หมูปิ้ง แฮม หรือเบคอน ถ้าย่างออกมาแล้วแห้งสนิทก็คงดูไม่ค่อยน่ากินเท่าไร อย่างนั้นลองใช้เทคนิคง่าย ๆ อย่างการหมักด้วยน้ำโซดาสักนิดดูสิคะ แล้วจะได้ลิ้มรสชาติเนื้อย่างที่ชุ่มลิ้น อร่อยอย่าบอกใครเชียวล่ะ

9. คืนความสดใสให้โลหะ

วัสดุที่ทำมาจากโลหะ เช่น เหรียญ พอใช้ไปนาน ๆ เข้าอาจเกิดรอยดำ ซึ่งเราสามารถกำจัดรอยดำเหล่านี้ออกไปได้ง่าย ๆ ด้วยการแช่เหรียญหรือวัสดุโลหะทุกชนิดในโซดา ทิ้งไว้สักระยะ แล้วนำขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดอีกทีด้วยผ้าชุบน้ำจนสะอาด เท่านี้ก็สามารถคืนความสดใสให้โลหะกลับมาวาววับได้เหมือนเดิมแล้วค่ะ

10. สลายคราบน้ำมันบนพื้นคอนกรีต

สำหรับพื้นครัวหรืออู่ซ่อมรถที่เป็นพื้นคอนกรีต ก็คงจะเจอปัญหาคราบน้ำมันหกเลอะเทอะพื้นให้ต้องกลุ้มใจกันอยู่ไม่น้อย แต่เราก็สามารถกำจัดคราบน้ำมันเหล่านี้ได้ไม่ยาก เพียงแค่เตรียมอุปกรณ์อย่าง โซดา ทรายแมว ไม้กวาดทางมะพร้าว ถังน้ำ ผงซักฟอก น้ำยาฟอกขาว ถุงมือยาง และแว่นตา หรืออุปกรณ์ป้องกันตาไว้ให้พร้อม แล้วก็เริ่มลงมือด้วยการเททรายแมวลงบนคราบน้ำมันบาง ๆ เพื่อให้ซับคราบน้ำมัน จากนั้นให้ใช้ไม้กวาดทางมะพร้าวกวาดทรายมากองรวมกัน แล้วเทโซดาลงไปให้ทั่วบริเวณคราบเปื้อน ทิ้งไว้ให้โซดาทำปฏิกิริยากับคราบน้ำมันสัก 20 นาที ในระหว่างรอให้ผสมผงซักฟอกในอัตรา ¼ ส่วน และน้ำยาฟอกขาวในอัตราส่วนเท่า ๆ กัน เข้ากับน้ำอุ่นประมาณ 3.7 ลิตร แล้วนำมาราดทำความสะอาดพื้นที่เปื้อนคราบน้ำมันอีกรอบก็เรียบร้อยค่ะ

10 ประโยชน์ของโซดา ที่ไม่ได้มีดีแค่ซ่าอย่างที่คิด

21

ปกติเราจะใช้โซดาผสมกับเครื่องดื่มหลากหลายชนิด เพราะโซดามีความซ่า เพิ่มความสดชื่นให้เครื่องดื่มอร่อยขึ้นได้ง่าย ๆ แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าจริง ๆ แล้วโซดามีดีมากกว่าแค่ใช้เป็นเครื่องดื่ม วันนี้กระปุกดอทคอมเลยนำประโยชน์ 10 อย่างของโซดามาให้ได้รู้กัน ว่าโซดาขวดเล็ก ๆ ที่เราคุ้นชินจะสามารถทำอะได้อีกบ้าง มาดูกันเลยจ้า

1. ล้างขั้วแบตเตอรี่รถยนต์

กรดในโซดาสามารถกำจัดคราบขี้เกลือหรือสนิมที่ติดอยู่ตรงขั้วแบตเตอรี่ออกได้ไม่ยาก แค่เทโซดาราดลงไปบนคราบเหล่านั้นแล้วทิ้งไว้สักพัก จากนั้นพอสังเกตเห็นว่าคราบขี้เกลือหรือสนิมเริ่มหลุดร่อน ให้ใช้ฟองน้ำเปียกเช็ดคราบที่หลุดออกมาให้สะอาด เท่านี้ก็เรียบร้อย นอกจากโซดาแล้วเครื่องดื่มอัดลมทุกชนิดที่มีกรดคาบอร์นิก หรือพูดง่าย ๆ ว่ามีความซ่า ก็สามารถกำจัดคราบขี้เกลือหรือสนิมออกจากขั้วแบตเตอรี่ได้เหมือนกันนะ

2. คลายสนิมบนนอตและกลอน

นอตและกลอนที่โดนสนิมเกาะจนแข็ง และขันไม่ออก เราก็สามารถคลายสนิมออกได้ด้วยโซดาเช่นกัน โดยวิธีก็ง่ายแสนง่าย เพียงแค่ชุบผ้าด้วยโซดาให้ชุ่ม แล้วนำไปพันรอบ ๆ นอตหรือกลอนที่มีปัญหา ทิ้งไว้สักพักแล้วค่อยนำผ้าออก เพียงเท่านี้ก็หมดปัญหานอตฝืดเพราะสนิมเกาะแล้วล่ะ

3. ลบรอยสนิมบนโครเมี่ยม

รอยสนิมที่เกิดขึ้นเป็นด่างเป็นดวงบนวัสดุโครเมี่ยมทุกชนิด แค่เห็นก็ขัดตาแล้วใช่ไหมคะ ดังนั้นอย่ารอช้า กำจัดรอยตำหนิชนิดนี้ด้วยแผ่นกระดาษฟอยล์ ชุบด้วยโซดา แล้วนำไปขัดบนรอยสนิมนั้นกันเลยดีกว่า เพียงเท่านี้ไม่ว่าจะเป็นหม้อโครเมี่ยม รถ และวัสดุโครเมี่ยมทุกชนิดก็จะกลับมาวาวใสสวยงามได้เหมือนเดิมแล้ว

4. รักษาความสดให้ดอกไม้

ดอกไม้สดที่ตัดเอามาใส่ในแจกันเพื่อความสวยงาม ถ้าไม่อยากให้เหี่ยวเร็วก็ลองนำโซดาผสมลงไปกับน้ำเปล่าในอัตรา ¼ ส่วน เพื่อคงความสดชื่นให้ดอกไม้ดูสิคะ เพราะสารที่มีอยู่ในโซดา จะเป็นตัวช่วยคงความชุ่มชื้นให้ดอกไม้สด ทำให้ดอกไม้เบ่งบานอยู่บนแจกันได้นานขึ้นนั่นเอง

5. ทำความสะอาดโถส้วม

โซดาและน้ำอัดลมที่มีความซ่าทุกชนิดก็สามารถนำมาทำความสะอาดโถส้วม และช่วยกำจัดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ได้ด้วยเช่นกัน เพียงแค่เทโซดาลงในโถส้วมและปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นก็ขัดทำความสะอาดและกดน้ำทิ้ง เท่านี้ก็เรียบร้อยจ้า

ความรู้เกี่ยวกับ กระจกตาเทียม

2

A : อยากทราบเรื่อง การผ่าตัดกระจกตาเทียมค่ะ ช่วยทำให้ตากลับมามองเห็นได้เหมือนเดิมจริงหรือไม่ เพราะเห็นในละครหลายเรื่อง ทั้งไทยและชาติอื่นๆ มักมีเนื้อเรื่องแบบนี้ จึงรบกวนขอคำตอบด้วยค่ะ

ตอบ A

คือในละครนี่นะ ต้องดูก่อนว่า ถ้าบอกว่าผ่าตัดเปลี่ยนหรือปลูกถ่ายดวงตาใหม่ หรือเปลี่ยนจอประสาทตา อันนี้ยังไม่มีจริง แต่ถ้าบอกว่าเปลี่ยน “กระจกตาดำ” อันนี้เป็นไปได้ คือต้องรอ กระจกตาบริจาคแล้วผ่าตัดเปลี่ยนเฉพาะบริเวณกระจกตา ส่วนคนเป็นต้อกระจก ผ่าตัดออกแล้วใส่เลนส์แก้วตาเทียม ให้กลับมามองเห็นได้

จากข้อมูลของศูนย์ดวงตา สภากาชาดไทย หากคนไข้มีอาการโรคกระจกตาขุ่น แพทย์จะผ่าตัดใส่กระจกตาเทียมบอสตัน (Boston Keratoprosthesis) ให้เรียกสั้นๆ ว่า เคโปร ประดิษฐ์และพัฒนาโดยศาสตราจารย์โคลส โดห์ลแมน สหรัฐอเมริกา องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) รับรองตั้งแต่ปีพ.ศ. 2535 ทำจากวัสดุที่เรียกว่า polymethylmethacrylate (PMMA) เป็นวัสดุชนิดเดียวกับเลนส์แก้วตาเทียมชนิดที่ใช้ผ่าตัดต้อกระจก

ลักษณะของกระจกตาเทียม ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนหน้า มีรูปร่างคล้ายตะปูเกลียว และส่วนหลัง มีรูตรงกลางไว้หมุนเกลียวเข้ากับส่วนหน้า หมอจะผ่าตัดประกบส่วนประกอบทั้งสองกับกระจกตาที่ได้รับจากผู้บริจาค โดยเริ่มจากเจาะรูตรงกลางกระจกตาจากผู้บริจาคและประกอบเข้ากับกระจกตาเทียม จากนั้นจึงผ่าตัดใส่ให้กับผู้ป่วยเช่นเดียวกับการผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาแบบปกติ

กระจกตาจากผู้บริจาคจะทำหน้าที่ยึดกระจกตาเทียมกับตาของผู้ป่วย ส่วนตรงกลางเป็นส่วนของกระจกตาเทียม มีผลต่อการมองเห็น

ข้อได้เปรียบของกระจกตาเทียมคือ ถ้าร่างกายเกิดปฏิกิริยาต่อต้านกระจกตาที่ได้รับจากผู้บริจาคจะเกิดการขุ่นได้ แต่จะเป็นการขุ่นเฉพาะบริเวณรอบนอก อาการขุ่นที่เกิดขึ้นไม่มีผลต่อกระจกตาเทียมส่วนตรงกลางจึงไม่ส่งผลต่อการมองเห็น

หลังจากผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาบอสตัน จะมีลักษณะภายนอกคล้ายกระจกตาธรรมชาติและยังช่วยให้ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัด จึงกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง บางรายได้สูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของคนปกติ แต่การเปลี่ยนกระจกตาเทียมบอสตันไม่ได้ใช้แทนการเปลี่ยนกระจกตาทั่วไป แต่เหมาะสำหรับผู้ป่วยมองเห็นแบบเลือนราง ผู้ป่วยโรคกระจกตาเหล่านี้ต้องมีประสาทตาที่ปกติ ไม่เป็นโรคต้อหินระยะสุดท้าย ไม่เป็นโรคภูมิคุ้มกันต่อต้านตนเองในระดับรุนแรง มีการกะพริบตาและปริมาณน้ำตาที่เป็นปกติ

ผลข้างเคียงของการผ่าตัดกระจกตาเทียม

สำหรับผลข้างเคียงของการผ่าตัดกระจกตาเทียมนั้นจะเหมือนการผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา คือ อาจมีเลือดออก หรือติดเชื้อในลูกตา ที่แตกต่างไปก็คือ เนื้อเยื่อรอบๆ กระจกตาเทียมที่ประกอบไว้อาจหลุดได้

การดูแลรักษาหลังผ่าตัดนั้น จักษุแพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยใส่คอนแท็กต์เลนส์ตลอดเวลา เพื่อลดอาการระคายเคือง และควรหยอดยาปฏิชีวนะวันละครั้งไปตลอด เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อในลูกตา ดังนั้น ผู้ป่วยควรมาตรวจตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ

โดยสรุป การผ่าตัดใส่กระจกตาเทียมบอสตัน เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะทำให้ผู้ป่วยที่เคยล้มเหลวหรือมีโอกาสล้มเหลวสูงถ้าผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาแบบทั่วไป กลับมามองเห็นได้อีกครั้งหนึ่ง

การผ่าตัดใส่กระจกตาเทียม ยังต้องอาศัยกระจกตาจากผู้บริจาค มาประกอบกับกระจกตาเทียมก่อนผ่าตัดให้กับผู้ป่วย นับเป็นคุณค่าของการบริจาคดวงตา

10 บุคลิกหญิงที่ชายอยากขอแต่งงาน

4

1. ความเป็นตัวของตัวเอง คุณน่าจะพิจารณาคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองพอสมควร และสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง ทั้งทางฐานะการเงินและวุฒิทางอารมณ์ ถึงอยู่ห่างกันบ้างก็สามารถมีความสุขกับชีวิต โดยที่ยังคิดถึงกันและกันเพราะถ้าคุณตัดสินใจจะมีคู่ชีวิตสักคน แล้วต้องดูแลอีกฝ่ายเหมือนตัวเองเป็น พี่เลี้ยงเด็กอ่อน ตลอดเวลา ความรักที่มีอาจแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกเหนื่อยล้าได้ แต่ถ้าจะมีบางครั้งบางคราวที่เธอจะมาขอซบไหล่เพื่อร้องไห้ ก็ถือซะว่าเป็นเรื่องปกติ ตรงกันข้าม หากเธอมีความเป็นตัวของตัวเองสุดกู่ เชื่อมั่นในบุคลิกภาพและความเห็นของตัวเองมากเกินไป ชีวิตคู่ก็ยิ่งแตกหักกันได้ง่าย เพราะแทนที่คุณจะเป็นหัวหน้าครอบครัว เธออาจจะยึดครองตำแหน่งแทนคุณซะเอง

2. มีสมอง ผู้หญิงที่สวยอย่างเดียว เมื่ออายุมากขึ้น มักแก่แล้วแก่เลย ต่างจากผู้หญิงที่มีสมองแต่อาจจะสวยน้อยลงมาหน่อย ผู้หญิงลักษณะนี้มักมีอะไรใหม่ๆมาให้คุณแปลกใจ เบื้องหลังดวงตาความเป็นคนช่างคิดของเธอ ทำให้ผู้ชายอยากค้นหาอยู่เสมอ เธอจึงไม่ยอมให้ตัวเองกลายเป็นของน่าเบื่อหน่ายง่ายๆ

3. เซ็กซ์ ควรมีรสนิยมที่ไปด้วยกันได้ เช่น ถ้าคุณมีรสนิยมแบบชื่นชอบความเจ็บปวด แต่คู่ครองนิยมความนิ่มนวล ปัญหาย่อมเกิดขึ้นแน่ๆ คนจะเป็นคู่ชีวิตกัน ควรมีรสนิยมใกล้เคียงกันอย่างน้อยเธออาจยินดีสวมชุดชั้นในหนังและถือแส้ได้บ้างเป็นบางครั้ง ความรื่นรมย์ข้อนี้ไม่จำเป็นที่ผู้หญิงต้องรู้ทุกซอกทุกมุมที่จะทำให้ฝ่ายชายมีความสุข เพียงแต่ในเรื่องเซ็กซ์ระหว่างคุณสองคน ควรมีจุดที่ดึงดูดใจซึ่งกันและกันบ้าง และสามารถพูดคุยปรึกษากันได้ว่าชอบและไม่ชอบอะไร

4. ความสวย ความสวยขึ้นอยู่กับมุมมองและทัศนคติของแต่ละบุคคล คนสวยของคุณอาจไม่สวยในสายตาคนอื่นก็เป็นได้ เพราะคุณรักเธอที่จิตใจ ดังนั้นคนที่เธอคิดจะร่วมชีวิตด้วยก็คือคุณ จึงไม่จำเป็นต้องแคร์สายตาใคร

5. การให้เกิยรติ คนที่คุณเลือกมาเป็นคู่ชีวิต ควรมีความเคารพนับถือในตัวคุณ หมายถึงเธอยินดีรับฟังความคิด แม้ว่าอาจจะไม่เห็นด้วยก็ตาม แต่ก็ยังยินดีฟังไว้ก่อน รวมทั้งไม่ดูถูกดูแคลนบุคลิกภาพของคุณทั้งในด้านนิสัยแม้กระทั้งทางด้านสรีระ คู่ครองที่ดีจะไม่ฉีกหน้าคุณต่อหน้าเพื่อน หรือครอบครัวของคุณ แต่จะรอจนกว่าจะกลับมาคุยกันในที่ส่วนตัวเงียบๆ ผู้หญิงที่ให้เกิยรติในตัวสามี จะมีกิริยาน่ายกย่องและใจเย็นและสามารถเผชิญได้กับทุกสถานการณ์ที่คุณเป็น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี

6. ยอมให้สนุกแบบผู้ชาย เธอยินดีให้คุณสนุกแบบที่ผู้ชายสนุกกัน เช่นยินดีให้คุณชวนเพื่อนสนิทมาร่วมนั่งเฮฮาเชียร์การถ่ายทอดสดฟุตบอลทีมโปรดที่บ้าน พร้อมกับเตรียมแซนด์วิช หรือของขบเคี้ยวให้ตามสมควร คู่ชีวิตควรเข้าใจถึงความสนใจที่แตกต่างระหว่างผู้ชายและผู้หญิง และต้องยอมให้สามีเป็นตัวของตัวเองบ้าง

7.อย่าหาเรื่องจับผิด ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่า ‘การหาเรื่องจับผิด’ผู้หญิงที่จะเป็นคู่ชีวิตที่ดีมักรู้ว่าสถานการณ์นี้จะทำให้ชีวิตครอบครัวหมดสิ้นซึ่งความสุข และเลือกวิธีทำสงครามได้ฉลาดกว่านี้ เธอจะรู้ว่าเมื่อใดควรพูด เมื่อใดควรปล่อยให้มันผ่านไป แต่ถ้าสามีออกไปตะลอนนอกบ้านตลอดทั้งคืนโดยไม่โทรศัพท์บอกภรรยาสักคำ อย่างนี้ก็อย่าหวังว่าเธอแสนดีคนใดจะปล่อยให้เหตุการณ์นี้ผ่านไปโดยไม่ไต่สวน

8. เข้ากับครอบครัวและเพื่อนได้ คู่ครองที่ดีไม่เพียงแต่ช่วยงานในครัวกับว่าที่แม่สามี แต่ยังฟังเรื่องสัพเพเหระว่าที่พ่อสามีคุยให้ฟังได้ด้วย และออกไปร่วมสังสรรค์ กับเพื่อนของคุณได้ในยามที่คุณขอร้อง นี่แสดงให้เห็นว่าเธอพยายามทำความรู้จักและรักบุคคลที่มีความสำคัญในชีวิตของคุณ และไม่พยายามดึงคุณออกมาจากเพื่อนสนิทที่ดีที่สุดของคุณ

9. เธอรักคุณ หากคุณพบผู้หญิงซึ่งรักคุณอย่างตัวตนที่คุณเป็นจริงๆ คุณควรถนอมเธอเอาไว้ หายากมากสำหรับผู้หญิงที่ไม่พยายามเปลี่ยนแปลงตัวคนที่เธอรัก และ อีกวิธีหนึ่งที่จะดูว่าเธอรักคุณจริงๆ หรือไม่ คือ สังเกตวิธีการมองของเธอ และการปฏิบัติต่อคุณทุกๆ วัน ถ้าเวลาที่คุณไปเจอหน้าเธอ แล้วไม่ได้ทำให้เธอดูดีใจ เธอไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของคุณ เธออาจยังไม่ใช่คนที่ใช่สำหรับคุณ เธอเห็นคุณเป็นเพียงผู้ชายทั่วไป แต่ถ้าเสียงโทรศัพท์จากคุณทำให้เธอตื่นเต้นดีใจ นั่นเป็นสัญญาณที่ดีที่บอกว่าเธอรักคุณ

10. เธอทำให้คุณอยากทำตัวดีขึ้นกว่าเดิม ผู้ชายซึ่งมีแฟนสาว หรือภรรยาที่ดีเลิศมักจะพูดกันติดปาก ว่าพวกเธอทำให้เขาอยากทำตัวให้ดีขึ้นกว่าเก่ากันทั้งนั้น ทั้งๆที่พวกเธอไม่ได้เอ่ยปากขอหรือทำอะไรทั้งสิ้น ความรู้สึกที่ทำให้คุณอยากทำตัวเช่นนั้น เรียกว่า ‘ความรัก’ นั่นเอง …